ทั้งสามชนิดเป็นไม้แผ่นอัดที่ใช้ในงานบิวอิน แต่เนื้อไม้และการทนความชื้นต่างกัน PB (ปาร์ติเกิลบอร์ด) ทำจากชิ้นไม้สับอัดกาว ราคาถูกที่สุด น้ำหนักเบา เหมาะกับตู้เสื้อผ้าและชั้นวางในที่แห้ง แต่ขอบแผ่นหยาบและไม่ทนชื้น MDF ทำจากเส้นใยไม้บดละเอียด เนื้อแน่นสม่ำเสมอ ผิวเรียบกว่า PB มาก เหมาะกับงานพ่นสี งานเซาะร่อง และงาน CNC ที่ต้องการขอบเนียน แต่ยังไม่ทนความชื้น HMR คือ MDF ที่ผสมสารกันชื้น สังเกตได้จากเนื้อในสีเขียว ทนความชื้นได้ดีกว่า MDF ธรรมดาหลายเท่า จึงเป็นมาตรฐานสำหรับตู้ครัว ตู้ใต้ซิงก์ และงานในห้องน้ำ สรุปการเลือก: พื้นที่แห้งและคุมงบใช้ PB, งานพ่นสีหรือเซาะร่องใช้ MDF, พื้นที่เสี่ยงโดนน้ำใช้ HMR
ตู้ครัวควรแยกวัสดุตามความเสี่ยงโดนน้ำของแต่ละส่วน ตู้ล่างและตู้ใต้ซิงก์ควรใช้ HMR หนา 18 มม. เพราะเป็นจุดที่มีโอกาสโดนน้ำหกและไอน้ำจากท่อมากที่สุด ตู้แขวนด้านบนใช้ PB ปิดผิวเมลามีนหนา 18 มม. ได้ เพราะอยู่สูงและแห้งกว่า ช่วยลดต้นทุนลงได้มาก หน้าบานเลือกได้ตามงบและสไตล์ ตั้งแต่เมลามีนบอร์ด ลามิเนต HPL ไปจนถึงอะคริลิคเงาสำหรับงานโมเดิร์น แผ่นหลังตู้ใช้ MDF หรือ PB หนา 3-6 มม. ทุกขอบที่ตัดควรปิดด้วย Edge Band เพื่อกันความชื้นซึมเข้าเนื้อไม้
HMR เป็นไม้ "กันชื้น" ไม่ใช่ "กันน้ำ" ต้องแยกสองคำนี้ให้ชัด HMR ทนความชื้นในอากาศ ไอน้ำ และน้ำที่หกแล้วเช็ดทันได้ดี แต่ถ้าแช่น้ำหรือโดนน้ำขังต่อเนื่อง เนื้อไม้จะบวมเสียหายเหมือนไม้แผ่นทั่วไป ใช้ในห้องน้ำได้ในส่วนที่ไม่โดนน้ำโดยตรง เช่น ตู้เก็บของเหนืออ่าง หรือตู้ใต้อ่างล้างหน้า โดยต้องปิดขอบทุกด้านให้สนิทและยาแนวรอยต่อกับผนังด้วยซิลิโคน ส่วนที่โดนน้ำโดยตรงอย่างตู้ในห้องอาบน้ำ ควรใช้วัสดุอื่นที่กันน้ำจริง
ความหนามาตรฐานที่ใช้ในงานบิวอินและการใช้งานทั่วไปมีดังนี้ 3-6 มม. ใช้ทำแผ่นหลังตู้และแผ่นกันฝุ่นใต้ลิ้นชัก 9-12 มม. ใช้ทำแผ่นกั้นภายในตู้และลิ้นชักใบเล็ก 15-16 มม. ใช้ทำโครงตู้และชั้นวางที่รับน้ำหนักไม่มาก 18 มม. เป็นความหนาที่ใช้มากที่สุดในงานบิวอิน ใช้ทำโครงตู้ หน้าบาน และชั้นวางทั่วไป 25 มม. ใช้ทำหน้าท็อปเคาน์เตอร์และชั้นที่ต้องรับน้ำหนักมากหรือมีช่วงพาดยาว หลักจำง่าย: ชั้นวางที่พาดยาวเกิน 80 ซม. ควรใช้ 25 มม. หรือเสริมคิ้วใต้ชั้น ไม่งั้นชั้นจะแอ่นตามเวลา
ทั้งสองใช้ปิดขอบไม้แผ่นเหมือนกัน ต่างกันที่เนื้อวัสดุและความทน PVC เป็นแบบที่ใช้กันทั่วไป ราคาถูกกว่า มีสีและลายให้เลือกมากที่สุด หนามาตรฐาน 1 มม. เหมาะกับขอบทั่วไปที่ไม่โดนกระแทกบ่อย ABS เนื้อเหนียวกว่า ทนแรงกระแทกได้ดีกว่า นิยมใช้หนา 2 มม. เหมาะกับขอบที่โดนชนบ่อยอย่างขอบเคาน์เตอร์และขอบชั้นในพื้นที่ใช้งานหนัก อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเพราะเผาแล้วไม่เกิดก๊าซคลอรีน ขอบหนา 2 มม. ยังเซาะขอบมนได้สวยกว่า 1 มม. ด้วย
ไม้ HMR และไม้อัดเป็นไม้แผ่นที่ใช้ทำตู้บิวอินทั้งคู่ แต่โครงสร้างต่างกัน HMR คือ MDF เกรดกันชื้น ทำจากเส้นใยไม้บดอัด เนื้อแน่นสม่ำเสมอ ผิวเรียบมาก จึงปิดผิวเมลามีนหรือลามิเนตได้เนียนและไม่เห็นลายเสี้ยนทะลุ ไม้อัดทำจากแผ่นไม้บางวางสลับแนวเสี้ยนแล้วอัดกาว จึงแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี และยึดสกรูได้แน่นกว่า แต่ผิวอาจมีรอยต่อหรือตาไม้ และคุณภาพต่างกันตามเกรด สรุปคือ ตัวตู้และหน้าบานที่จะปิดผิวใช้ HMR ส่วนชั้นที่ต้องรับน้ำหนักมาก พื้นตู้ และงานที่อยากโชว์ลายไม้จริงใช้ไม้อัด
ไม้อัดในงานบิวอินแบ่งหลัก ๆ ตามผิวหน้าและการใช้งาน ไม้อัดยางผิวหน้าเป็นไม้ยางพารา ราคาประหยัด นิยมใช้ทำโครงตู้ พื้นตู้ และชิ้นส่วนที่ไม่โชว์ผิว ไม้อัดปิดผิวไม้จริง เช่น ไม้อัดสัก มีผิวหน้าเป็นแผ่นไม้จริงบาง ๆ ใช้กับหน้าบานหรือแผงที่ต้องการโชว์ลายไม้แล้วทำสีย้อมหรือเคลือบใส นอกจากผิวหน้าแล้วให้ดูเกรดกาวที่ใช้อัด ถ้าใช้ในพื้นที่ชื้นควรเลือกรุ่นที่ระบุว่ากันชื้น ความหนาที่ใช้บ่อยคือ 4-6 มม. สำหรับแผ่นหลังตู้และลิ้นชัก 10 มม. สำหรับแผงทั่วไป และ 15-20 มม. สำหรับชั้นวางและพื้นตู้
ไม้โครงคือไม้ที่ใช้ทำโครงรับแผ่นไม้ เช่น โครงผนังบิวอิน โครงหัวเตียง หรือโครงฐานตู้ ข้อสำคัญที่สุดคือต้องเป็นไม้อบแห้ง เพราะไม้ที่ยังมีความชื้นสูงจะหดและบิดหลังติดตั้ง ทำให้ผิวงานร้าวหรือบานไม่ตรง ไม้ยางพาราอบแห้งหาง่าย ราคาเหมาะสม และแข็งพอสำหรับงานโครงทั่วไป ไม้สนน้ำหนักเบา ตัดและยิงตะปูง่าย เหมาะกับโครงที่ไม่รับน้ำหนักมาก LVL เป็นไม้วิศวกรรมที่อัดจากแผ่นไม้บางหลายชั้น ตรง ไม่บิด แข็งแรงสม่ำเสมอ เหมาะกับช่วงยาวหรือจุดที่รับน้ำหนัก
ไม้ MDF ย่อมาจาก Medium Density Fiberboard คือไม้แผ่นที่ผลิตจากเส้นใยไม้บดละเอียดผสมกาวเรซิน แล้วอัดด้วยความร้อนและแรงดันจนเป็นแผ่น เนื้อไม้แน่นเท่ากันทั้งแผ่น ไม่มีเสี้ยน ไม่มีตาไม้ ผิวเรียบมาก ขนาดมาตรฐานคือ 4 × 8 ฟุต (1220 × 2440 มม.) ความหนาตั้งแต่ 3 ถึง 25 มม. ข้อดีคือพ่นสีได้เนียน เซาะร่องและตัดลาย CNC ได้ขอบคม ราคาไม่แพง ข้อเสียคือดูดความชื้นแล้วบวม น้ำหนักมาก และยึดสกรูที่ขอบแผ่นได้ไม่แน่นเท่าไม้อัด จึงเหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ในห้องที่แห้ง ส่วนตู้ครัวและห้องน้ำควรใช้ HMR ซึ่งเป็น MDF เกรดกันชื้น
คำว่า "ไม้อัดกันน้ำ" ที่ช่างและลูกค้าใช้ค้นหา ส่วนใหญ่หมายถึงไม้แผ่นเกรดทนความชื้นสำหรับตู้ครัวและห้องน้ำ ในงานบิวอินมีสองตัวเลือกหลัก คือไม้ HMR ซึ่งเป็น MDF ผสมสารกันชื้น และไม้อัดที่อัดชั้นด้วยกาวเกรดกันชื้น ทั้งสองแบบทนความชื้นและน้ำกระเด็นได้ดี แต่ไม่ได้ออกแบบให้แช่น้ำหรือโดนน้ำขังนาน ๆ สิ่งที่ทำให้ตู้ไม่บวมจริง ๆ คือการปิดผิวทั้งสองหน้า ปิดขอบทุกด้านที่ตัด และยาแนวรอยต่อรอบซิงก์ให้สนิท สำหรับตู้ใต้ซิงก์และตู้ในห้องน้ำ ช่างส่วนใหญ่เลือก HMR หนา 18 มม. เพราะผิวเรียบและคุณภาพสม่ำเสมอ
OSB ย่อมาจาก Oriented Strand Board ทำจากชิ้นไม้แบนยาวที่วางเรียงสลับแนวเป็นชั้นแล้วอัดด้วยกาว จึงรับแรงได้ดีและราคาต่อแผ่นไม่สูง ผิวหน้าเป็นลายเกล็ดไม้ชัดเจน ไม่เรียบ ไม้อัด (Plywood) ใช้แผ่นไม้บางทั้งแผ่นวางสลับแนวเสี้ยน ผิวเรียบกว่า ยึดสกรูได้แน่น และทำสีหรือปิดผิวได้สวยกว่า ปาร์ติเกิลบอร์ดใช้ชิ้นไม้สับขนาดเล็ก ผิวเรียบจึงปิดเมลามีนได้ แต่รับแรงและยึดสกรูได้น้อยกว่าสองแบบแรก งานตู้บิวอินที่ต้องปิดผิวให้เรียบ ช่างจึงนิยมไม้อัด HMR หรือ MDF มากกว่า OSB ส่วน OSB เหมาะกับพื้นรองใต้ปูพื้น ผนังกั้นชั่วคราว และงานตกแต่งที่ตั้งใจโชว์ลายเกล็ดไม้
ไม้ยางพาราประสาน หรือที่ช่างเรียกว่าไม้จ๊อยส์ คือไม้ยางพาราท่อนสั้นที่ผ่านการอบแห้งและอบน้ำยา แล้วนำมาต่อปลายด้วยรอยต่อแบบฟันปลา (Finger Joint) อัดกาวให้เป็นท่อนยาวตามขนาดมาตรฐาน ข้อดีคือไม้ตรง บิดตัวและโก่งน้อยกว่าไม้ท่อนเดียว ไม่มีตาไม้ใหญ่ ราคาประหยัด และหาได้หลายหน้าตัด จึงนิยมใช้ทำโครงตู้บิวอิน โครงผนัง โครงหัวเตียง และคิ้วภายในอาคาร ไม่ควรใช้กับงานภายนอกหรือจุดที่โดนน้ำตลอด เพราะไม้ยางพาราไม่ทนแดดฝน